header-psur-w260
facebook   youtube   eng version

SouthFlood-17

     เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และ ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ร่วมจัดเสวนา “ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” ครั้งที่ 1 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี มีหน่วยงานจากหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภัยพิบัติเข้าร่วม

     วัตถุประสงค์หลักๆ ในการจัดกิจกรรมในวันนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจากการจัดเสวนา หาดใหญ่เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม มาแล้วถึง 7 ครั้ง และก็ได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ และเพราะความสำเร็จเหล่านั้น คณะทำงานของมหาวิทายาลัยสงขลานครินทร์ จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายผลทั่วทั้งภาคใต้อย่างเป็นระบบ โดยกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมทางวิชาการที่จะสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผ่านการนำเสนอข้อมูล รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาจากการรับมือน้ำท่วมที่ผ่านมา บทเรียนจากการบริหารจัดการน้ำท่วมของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากนักวิชาการจาก ม.สงขลานครินทร์ และหน่วยงานอื่น ๆ อีกด้วย

     รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี ม.สงขลานครินทร์ กล่าวเปิดงานในวันนี้ว่า “การจัดเสวนา ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม ทำให้เราได้ตระหนักในการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคประชาชน ได้ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จากหาดใหญ่โมเดล ดังนั้นการขยายผลสู่ภาคใต้โมเดล อย่างยั่งยืนนั้น จึงทำได้ไม่ยากนัก ถ้าทุกภาคีเครือข่ายยังเหนียวแน่นและมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่เต็มกำลัง”

     ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เจริญ นาคะสรรค์ รองอธิการบดี ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “สืบเนื่องจากช่วงเดือนธันวาคม 2559 ถึง มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ถือเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงมากในรอบหลายสิบปี ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ ม.อ.ในฐานะมหาวิทยาลัยหลักในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งได้ริเริ่มจัดโครงการเสวนา “หาดใหญ่เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” ร่วมกับหลายภาคส่วนที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ โดยมีผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจมาแล้ว จึงเห็นว่า ม.อ.ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและประสานงานในการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้เพื่อให้ทุกภาคส่วนของภาคใต้มีความเข้มแข็งในการรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น”

     หากดูจากข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 ถึง มกราคม 2560 (ข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 23 ม.ค. 60) ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ในเชิงภาพรวม เกิดน้ำท่วมใน 12 จังหวัด รวม 124 อำเภอ 778 ตำบล 6,031 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 582,725 ครัวเรือน 1,784,942 คน มีผู้เสียชีวิต 85 ราย ผู้สูญหาย 4 ราย ถนนเสียหาย 4,314 จุด คอสะพานเสียหาย 348 แห่ง ท่อระบายน้ำชำรุด 243 แห่ง ฝาย 126 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง สถานที่ราชการเสียหาย 25 แห่ง โรงเรียน 2,336 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง กระบี่ ตรัง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ยังคงมีสถานการณ์ใน 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยความเสียหายเหล่านี้ เกิดจากฝนตกหนัก ในที่สูง ที่ลาดเชิงเขา ที่ราบลุ่มน้ำ ทำให้เกิดดินโคลนถล่ม ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำ มีปริมาณล้นเกิน ความจุลำน้ำมาก จากการที่มีฝนตกหนักในช่วงระยะเวลาอันสั้น น้ำล้นอาคารควบคุมน้ำ (อ่าง เขื่อน) ทำให้มีการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ ถนน อาคาร สิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ ทำให้ระบายน้ำไม่ได้

     ในด้านการจัดการภัยพิบัตินั้น เราแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเกิด ช่วงระหว่างเกิด และช่วงหลังเกิด ซึ่งจากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ช่วงก่อนเกิดภัย ซึ่งจะต้องมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแม้ว่าจะมีการประกาศแจ้งเตือนว่าจะเกิดฝนตกหนัก และน้ำป่าไหลหลาก ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่นั่นก็เป็นเพียงการแจ้งเตือนแบบทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงพื้นที่ หน่วยงานและประชาชนในแต่ละพื้นที่ จึงไม่สามารถเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ปัจจัยพื้นฐาน คือการไม่มีข้อมูลพื้นที่ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด มีศักยภาพในการรองรับปริมาณน้ำฝนเท่าไร จึงจะก่อให้เกิดสภาวะเสี่ยงขึ้น และรวมถึงคาดการณ์เวลาที่ภัยจะมาถึง ในขณะที่บางพื้นที่อาจรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่มีการซักซ้อมหรือเตรียมการทำให้ไม่สามารถรับมือกับภัยได้ ช่วงระหว่างเกิดภัย เป็นช่วงที่พื้นที่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่การให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง และไม่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากไม่ทราบว่ามีผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่ากลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน เท่าไหร่ มีความต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง และช่วงหลังเกิดภัย ซึ่งเป็นช่วงการฟื้นฟูจากความเสียหายนั้น ความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย แต่การไม่มีข้อมูลความต้องการ เนื่องจากความจำกัดของเครื่องมือในการสำรวจและความเร่งรีบ ทำให้รูปแบบการช่วยเหลือยังคงซ้ำรอยเดิม ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ หรือแก้ปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบได้จริง ความเสียหายจึงยังคงอยู่กับพื้นที่ต่อไป

     อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมเสวนา ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม ครั้งที่ 1 นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นจุดประกาย การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในภาคใต้