header-psur-w260
facebook  youtube  eng version  eng version

ผศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ, รศ.ดร.วราภรณ์ ตันรัตนกุล, ดร.วิวัฒน์ พิชญากร,
ดร.วิรัช ทวีปรีดา, ดร.เอกวิภู สกลการณ์สุปราณี และ พว.สมพร วรรณวงศ์
หน่วยวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากพอลิเมอร์เชิงคลินิก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทุกปี แต่ด้วยเทคโนโลยีการตรวจและรักษาในปัจจุบันทำให้การตรวจพบและรักษาทำได้อย่างรวดเร็ว ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาว แต่กระนั้น การมีชีวิตที่ยืดยาวออกไปนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย หลายรายมีความพิการบางอย่างติดตามมา โดยเฉพาะการมีทวารเทียม หรือการที่แพทย์ต้องผ่าตัดให้ลำไส้ใหญ่มาเปิดที่หน้าท้องเพื่อผู้ป่วยจะได้ขับถ่ายอุจจาระหรือขอเสียแทนการขับถ่ายทางทวารหนักเหมือนก่อนผ่าตัด รูเปิดเช่นนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “ทวารเทียม”

          ผู้ป่วยที่มีทวารเทียมจะต้องขับถ่ายอุจจาระทางรูเปิดของลำไส้ที่ผนังหน้าท้องซึ่งไม่มีหูรูดเหมือนทวารหนัก ดังนั้นจะมีของเสียไหลทั้งอุจจาระและผายลมออกมาได้ตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นต้องใช้ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมตลอดเวลา และบางรายต้องใช้ไปตลอดชีวิต ชุดอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยแป้นติดผิวหนังและถุงรองรับสิ่งขับถ่ายประกอบติดกัน สามารถถอดนำถุงออกมาล้างทำความสะอาดได้

          ปัญหาที่สำคัญของการที่ต้องใช้ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมนี้คือ ความขาดแคลน การไม่สามารถเข้าถึงบริการของชุดอุปกรณ์ที่มีจำนวนจำกัด ราคาสูง รวมถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว เช่น ผื่นแพ้ที่ผิวหนัง การหลุดลอกของชุดอุปกรณ์ก่อนเวลาอันควร ทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพชีวิต

          จากการศึกษาย้อนหลังของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (2556-2558) ได้ใช้แป้นและถุงทวารเทียมจาก 2 ยี่ห้อบริษัทต่างประเทศ โดยไม่มีการใช้ของที่ผลิตจากภายในโรงพยาบาล ราคาจำหน่ายในโรงพยาบาล แผ่นละ 122-188 บาท ตามขนาดและชื่อของผลิตภัณฑ์ ผู้ป่วยหรือญาติต้องเดินทางมาติดต่อซื้อใหม่ที่โรงพยาบาลเกือบทุกเดือน และมีจำหน่ายเฉพาะบางโรงพยาบาลใหญ่ ๆ บางแห่งเท่านั้น โดยหากคิดค่าใช้จ่ายในการใช้แผ่นติดผิวหนังรอบทวารเทียมของต่างประเทศสำหรับผู้ป่วย จำนวนการใช้และมูลค่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ดังแสดงในตารางที่ 1

         ตารางที่ 1 ปริมาณการใช้และค่าใช้จ่ายของชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2558

รายการ

ปี 2556

ปี 2557

ปี 2558

ค่าเฉลี่ยต่อปี

จำนวนชิ้น

จำนวนเงิน

จำนวนชิ้น

จำนวนเงิน

จำนวนชิ้น

จำนวนเงิน

จำนวนชิ้น

จำนวนเงิน

แป้น

27,870

3,081,457.00

30,256

3,409,446.00

32,151

3,614,739.00

30,090

3,368,547.33

ถุง

19,990

1,129,115.00

23,745

1,368,962.00

24,145

1,390,315.00

22,626.67

1,296,130.67

รวม

47,860

4,210,572.00

54,001

4,778,408.00

56,296

5,005,054.00

52,719

4,664,678.00

          นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและญาติใน การเดินทางมาซื้อวัสดุ ค่าที่พัก และการเสียเวลาในการทำงานของญาติอีกด้วย จากปัญหาดังกล่าวจึงมีความพยายามที่จะหาวัสดุทดแทนที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ ใช้วัสดุภายในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศ และมีรูปแบบของชุดอุปกรณ์ที่เหมาะกับผิวและผนังหน้าท้องของคนไทย จึงเป็นที่มาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารามาใช้เป็น “ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม”

  

รูปซ้าย: การใช้งานอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยที่มีทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีนที่ผลิตขึ้น
รูปขวา: อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยทวารเทียมเพื่อรองรับสิ่งขับถ่ายจากยางพาราสกัดโปรตีนที่ผลิตขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการพัฒนาบริการ

          คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ความต้องการได้รับการรักษาที่ดีสุด อยากหายจากโรค คือความคาดหวังของผู้ป่วยและทีมรักษา แม้ปัจจุบัน ประชากรไทยทุกคนต่างมีสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังคงมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้นที่หน้างาน เช่น ยารักษาโรคและอุปกรณ์บางอย่าง ผู้ป่วยยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังตัวอย่าง อุปกรณ์ทวารเทียม ที่ปัจจุบันภาครัฐได้ให้การสนับสนุนเพียง 3-10 ชิ้น/เดือน โรงพยาบาลรัฐบางแห่งให้ผู้ป่วยใช้เพียงแค่ 3 ชุด/เดือน ถ้าต้องใช้เพิ่มต้องจ่ายเงินเอง หรือต้องหาซื้อจากร้านค้าภายนอก ผู้ป่วยหลายรายต้องมีความทุกข์จากกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เนื่องจากไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ชุดใหม่ ยังจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เดิม ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งที่ได้รับความทุกข์จากโรคมากพอแล้ว การผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ได้เองในประเทศ อาจเป็นหนทางช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเราต้องนำเข้าอุปกรณ์รองรับสิ่ง

           ขับถ่ายจากทวารเทียมจากต่างประเทศ 100% หากมีการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติภายในประเทศ ซึ่งยางหลังจากแปรรูปสามารถจัดเก็บได้นานถึง 5 ปี พร้อมกับผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและได้รับการจดสิทธิบัตรอันจะส่งประโยชน์ทางตรงแก่ผู้ป่วยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและประโยชน์ทางอ้อมคือ เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางของไทย

           โดยประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการพัฒนาบริการ จึงเป็นผลประโยชน์ที่หน่วยงานโรงพยาบาลใน ภาครัฐที่เกี่ยวกับสามารถลดค่าใช้จ่าย โดยจากข้อมูลของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ย้อนหลัง3 ปีมีปริมาณ การใช้ อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมที่มีการจัดซื้อจากบริษัทต่างประเทศโดยเฉลี่ย 4,664,678 บาท/ปี หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองรัฐจะจ่ายเงินแค่เฉลี่ย 2,709,458 บาท/ปี สามารถลดค่าใช้จ่ายลงเป็นเงิน 1,955,220 บาท/ปี คิดเป็นการลดลง41.92% ของงบประมาณเดิมที่ต้องโรงพยาบาลต้องจ่าย ได้ความคุ้มค่า ส่งผลที่ได้รับต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคง เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการผลิตยางพาราที่เป็นวัตถุดิบ แล้วส่งให้ต่างชาตินำยางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วกลับมาขายประเทศไทยผู้ซึ่งผลิตยางพาราเอง

           ในมุมมองเชิงผู้ป่วย ผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนางานนี้ ในมุมมองเชิงกว้าง พบว่ามีผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ ประมาณจำนวนเฉลี่ยต่อปีต่อโรงพยาบาล 1 แห่ง จำนวน 30,000 ชุด คาดการณ์โรงพยาบาลใหญ่ในภาครัฐรวม ทั้งโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งถ้ามีการใช้อุปกรณ์ที่มีทวารเทียมในจำนวนครึ่งหนึ่ง ในราคาครึ่งหนึ่งของราคาเดิม จะสามารถช่วยประหยัดเงินภาครัฐได้และสามารถตอบสนองความต้อง การและเพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย และครอบครัวได้อย่างมาก

 

English Version